fbpx

3 หลักคำสอนที่ได้จากการฟังเทศน์งานฌาปนกิจ (ที่ควรตั้งใจฟัง)

เทศน์งานฌาปนกิจ

ประเพณีงานฌาปนกิจ เป็นการบำเพ็ญกุศลต่อผู้ที่เสียชีวิต เป็นธรรมเนียมการปฏิบัติที่สืบต่อกันมายาวนานสำหรับชาวไทยที่นับถือพระพุทธศาสนา โดยนอกจากเป็นประเพณีที่ทำเพื่อคนที่เสียชีวิตแล้ว ยังเป็นการเตือนสติผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่อีกด้วย เพราะความตายนั้นเป็นส่งที่ทุกชีวิตที่เกิดมาจะต้องประสบพบเจอเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต เป็นการทำให้ผู้ที่ยังมีชีวิตได้ตระเตรียมใจของตัวเองให้มีความพร้อมเมื่อถึงเวลา

งานฌาปนกิจ นั้นนอกจากจะเป็นการอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ยังเป็นการให้ผู้ที่เป็นพี่น้อง ครอบครัว ญาติสนิท มิตรสหาย ได้แสดงความรำลึกถึง แสดงการตอบแทนต่อผู้ที่ล่วงลับไปอีกด้วย เป็นความกตัญญูที่พึงแสดงออกได้ นอกจากนั้นยังมีการมอบของที่ระลึกงานฌาปนกิจเพื่อแสดงความขอบคุณต่อผู้ที่มาร่วมงานที่มาร่วมแสดงความเสียใจอีกด้วย

การเทศน์งานฌปานกิจ คืออะไร สอนคนเป็นอย่างไร

หลักคำสอนที่นำมาเทศน์ภายในงานฌาปนกิจ นั้นมักจะเป็นคำสอนเพื่อนเตือนสติคนที่ยังคงมีชีวิตอยู่ ให้เข้าใจในธรรมชาติของชีวิตที่เกิดขึ้น รวมไปถึงให้ใช้ชีวิตอย่างมีสติ ดำรงอยู่ในความไม่ประมาท ให้รู้จักแบ่งปัน มีเมตตาต่อคนรอบข้าง เพราะเมื่อสุดท้ายทุกคนเสียชีวิตไปแล้วก็ไม่สามารุนำสิ่งใดติดตัวไปได้นอกจาก กรรมดี กรรมชั่ว ที่ปฏิบัติขณะยังมีชีวิต สิ่งที่ทุกคนยังสามารทำได้ยังขณะมีชีวิตนั้นเพื่อเตรียมตัวรับมือกับความตายนั้นมีอะไรบ้างลองมาดูกัน

คำสอนที่ควรนำไปปฏิบัติที่ได้จากการฟังเทศน์งานฌาปนกิจ มีอะไรบ้าง

1. ทาน

คือ การให้ หรือ การบริจาค เป็นการทำบุญ ที่ทุกคนสามารถทำได้ง่ายๆ เห็นได้ง่าย โดยการมอบสิ่งของต่าง ๆ เนื่องในโอกาสต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคเงิน หรือ สิ่งของ แต่ถ้าได้มองลึกลงไปแล้ว การให้ทานนั้นไม่ใช่การทำบุญเพื่อหวังผลประโยชน์ แต่เป็นการสอนเพื่อให้ละสิ่งต่าง ๆ ดั่งคำสอนที่ว่า มาแต่ตัว ไปแต่ตัว

เพราะสิ่งของหรือเงินทองนั้น ไม่สามารถตามติดเราไปได้เมื่อเสียชีวิต ดังนั้น การให้ทานก็เป็นการสอนให้รู้จักลด ละ ในความอยากได้ อยากมี ความยึดติด ให้น้อยลง และเมื่อสามารถบรรเทาความอยากได้ อยากมีลงแล้ว ก็จะสามารถให้และบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นได้มากขึ้น

2. ศีล

คือ การประพฤติดี ทำตัวให้ดีทั้งกาย วาจา คำสอนที่ว่า มาแต่ตัว ไปแต่ตัว นั้นอาจจะทำให้หลายคนฉุกคิดได้ว่าในเมื่อตายไปแล้ว ไม่สามารถนำอะไรไปด้วยได้นั้นแล้วทำไมยังจึงจะต้องทำดีอยู่ เพราะในเมื่อได้เสียชีวิตไปแล้วยังคงมีสิ่งที่ทิ้งไว้ในโลก รวมไปถึงสิ่งที่ยังคงสามารถติดตามเราไปด้วยที่ไม่ใช่วัตถุนอกกาย สิ่งที่ทำทิ้งไว้ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดีย่อมยังคงอยู่ในโลกนี้ต่อไป ถ้าทำดีสิ่งที่คนยังมีชีวิตอยู่ก็จะได้รับรู้ในสิ่งที่เคยกระทำในขณะที่ยังมีชีวิต รวมไปถึงถ้าทำสิ่งที่ไม่ดีเมื่อจากไปแล้วคนรอบข้าง รวมไปถึงสังคมก็จะรับรู้ที่สิ่งที่เราทำเช่นกัน

ส่วนสิ่งที่ตามติดไปเมื่อเสียชีวิตไปแล้วนั้นก็คือ กรรมดี กรรมชั่ว ที่จะส่งผลต่อเราเมื่อความตายมาถึง สิ่งที่ได้กระทำไว้จะช่วยให้เราระลึกถึงสิ่งดี ๆ ที่เคยได้กระทำ และอย่างน้อยเมื่อเราได้ตายไปแล้วกรรมดีที่เคยกระทำไว้ก็ยังมีประโยชน์ต่อคนที่ยังมีชีวิตอยู่ต่อไป

3. ภาวนา

คือ การฝึกจิตใจและสติปัญญา นอกจากการฝึกกายและวาจาแล้ว การฝึกใจให้เตรียมพร้อมรับมือสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตก็เป็นสิ่งที่ควรฝึกฝนเช่นกัน การฝึกจิตใจนั้นคือการฝึกให้จิตมีความสงบ มีสติ มีความสุข เพราะเมื่อจิตใจเราพร้อม เมื่อเผชิญสถานการณ์ที่เลวร้ายก็จะเข้าใจและรับมือสิ่งต่าง ๆ ได้ดีขึ้น ควรจะฝึกรับมือและเข้าใจกับความไม่แน่นอนของชีวิต เพราะเมื่อเรารู้ถึงความไม่แน่นอนเราก็จะใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท เป็นการฝึกให้มีสติ นั้นเอง

จากสิ่งที่เราควรปฏิบัติทั้ง 3 ข้อในขณะที่มีชีวิตนั้น มักจะเป็นสิ่งที่นำมา เทศน์ในงานฌาปนกิจ เพื่อเตือนสติคนที่ยังมีชีวิตไม่ให้ใช้ชีวิตอย่างประมาท รู้จักทำดีกับผู้อื่น และลดละความยึดติดนั้น ถือว่าเป็นข้อคิดดี ๆ ที่เราได้รับจากผู้ที่เสียชีวิตในทุก ๆ ครั้งที่เราได้ไปร่วมงานศพ การฝึกปฏิบัตินี้เราคงไม่สามารถฝึกละทำได้เลยในทันที แต่การไปร่วมงานศพนั้นจะเป็นเครื่องเตือนที่ค่อยๆ กล่อมเกลาจิตใจของเราให้ปฏิบัติอย่างถูกต้อง เป็นบทเรียนที่ควรจะนำมาฝึกปฏิบัติเพื่อเมื่อเวลาของทุกคนมาถึงแล้วก็พร้อมที่จะจากไปอย่างสงบ

กดโหวตคะแนนถ้ามีบทความนี้ประโยชน์กับคุณ
[Total: 1 Average: 5]