fbpx

พิธีฌาปนกิจพร้อมขั้นตอนอย่างละเอียดที่ต้องรู้

พิธีฌาปนกิจ

เมื่อมีการเสียชีวิต ซึ่งทุก ๆคนจะต้องเผชิญไม่ว่าจะเป็นคนรอบข้างหรือตัวเราเองเมื่อถึงเวลาที่ต้องเสียชีวิต เพราะเป็นเรื่องธรรมชาติที่เกิดขึ้นกับทุกคน โดยในแต่ละพื้นที่ของโลกใบนี้ ล้วนมีธรรมเนียมปฏิบัติแตกต่างกันไปตามแต่วัฒนธรรม ประเพณี ธรรมเนียมปฏิบัติ รวมไปถึงศาสนาซึ่งถือว่าเป็นส่วนสำคัญมากต่อพิธีงานศพที่มีจะความแตกต่างกันไป

 

พิธีฌาปนกิจ มีที่มาเป็นหลักปฏิบัติเพื่อสอนคนเป็น

ในส่วนของประเทศไทยนั้นที่คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ ทำให้มีหลักปฏิบัติกันสืบต่อมาในรูปแบบของศาสนาพุทธนิกายเถรวาทเป็นหลัก ซึ่งมีการบัญญัติขึ้นมาหลังจากที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานเป็นเวลานาน ทำให้รูปแบบหลักการปฏิบัตินั้นไม่เหมือนอย่างในอดีต มีขั้นตอนมากขึ้นซึ่งเป็นกุศโลบายที่ทำให้คนที่ยังอยู่นั้น ตระหนักถึงความตายที่ล้วนจะต้องเกิดขึ้นกับทุกคน

โดยขั้นตอนหลักปฏิบัตินั้นจะเป็น 2 ส่วนหลักๆ คือ พิธีงานศพ และ พิธีฌาปนกิจ ในบทความนี้จะพูดถึง พิธีการฌาปนกิจ หรืองาน วันเผาศพ ว่ามีขั้นตอนการปฏิบัติอย่างไรบ้าง

 

ขั้นตอนการปฏิบัติในวัน พิธีฌาปนกิจ

1. ทำบุญและถวายเพลในช่วงเช้า

โดยปกติแล้วมักจะนิยมทำบุญให้กับผู้เสียชีวิตในช่วงเช้าและมีการนิมนต์พระ ถวายเพล และสวดให้กับผู้เสียชีวิตอีกครั้ง อาจจะมีการจัดเลี้ยง ให้แก่แขกที่มาร่วมงานในช่วงเช้าซึ่งมักจะเป็นคนในครอบครัวและญาติมิตร คนสนิท และพิธีฌาปนกิจนั้นจะเริ่มจริง ๆในช่วงบ่าย

2. เมื่อแขกที่ได้เชิญทยอยมาแล้ว

เมื่อใกล้เวลาที่ได้แจ้งเริ่มงานแล้ว ก็สามารถให้พิธีกรกล่าวเปิดงานได้ มีการแนะนำตัวสั้นๆเล็กน้อยของพิธีกร โดยหากเป็นงานของผู้มีหน้าตาทางสังคมแล้ว

จะเริ่มต้นด้วยการแจ้งยอดบริจาคต่าง เป็นการทำบุญให้แก่ผู้ที่เสียชีวิต อุทิศส่วนกุศล มักจะมอบให้กับทาง วัด โรงพยาบาล หรือ โรงเรียน องค์กรการกุศล ขึ้นอยู่กับทางเจ้าภาพต้องการบริจาคมอบให้กับใคร ในส่วนนี้อาจจะสามารถข้ามไปได้หากทางเจ้าภาพไม่ต้องการแจ้ง เพราะอาจจะเป็นการรบกวนเวลาของแขกผู้มาร่วมงาน

3. เมื่อเสร็จขั้นตอนการแจ้งการบริจาคแล้ว

จะเรียนเชิญแขกผู้มาร่วมงานตามรายชื่อที่เตรียมไว้ ถวายทอดผ้าบังสุกุลและปัจจัยบังสุกลให้แก่พระคุณเจ้าบนศาลาที่ใช้พักร่างผู้เสียชีวิตก่อน

หลังจากนั้นจะนิมนต์พระพิจารณาปัจจัยบังสุกุลให้เรียบร้อย หลังจากนั้นจะมีการเชิญศพขึ้นเมรุโดยจะทำการเดินเวียนซ้ายรอบเมรุเป็นจำนวน 3 รอบก่อนนำศพขึ้นวางบนเมรุ ในงานใหญ่อาจจะมีการรำหน้าไฟให้กับผู้เสียชีวิตด้วย

4. ต่อไปจะเป็นการอ่านประวัติผู้ตาย

ซึ่งขึ้นอยู่กับทางเจ้าภาพว่าต้องการให้ใครเป็นผู้อ่านประวัติ อาจจะเป็นลูกหรือญาติ คนสนิท ก็ได้ ตามความเหมาะสมของทางครอบครัวต้องการให้ใครเป็นคนอ่านอาจจะเป็นทางพิธีกรเองก็ไม่ถือว่าเป็นการผิดธรรมเนียม

โดยประวัติของผู้เสียชีวิตนั้นมักจะกล่าวถึงคุณงามความดีที่เคยได้กระทำไว้ ประวัติการศึกษา ประวัติการทำงาน ครอบครัว นิสัยใจคอ ความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นจนเสียชีวิต ครอบคลุมทั้งชีวิตโดยจะเป็นการเขียนย่อในแต่ละส่วนเพื่อให้แขกผู้มาร่วมงานได้ทราบถึงประวัติอย่างคร่าวๆอีกครั้ง เมื่อกล่าวเสร็จแล้ว จะมีการเชิญแขกร่วมยืนสงบนิ่งเป็นการแสดงความเสียใจและเป็นการร่วมไว้อาลัยครั้งสุดท้าย

5. หลังจากนั้นจะมีการเชิญประธานทอดผ้าไตรและผ้าบังสุกุลอีกครั้งบนเมรุ

มีการนิมนต์พระเพื่อพิจารณา เมื่อเสร็จสิ้นจะทำการเชิญแขกวางดอกไม้จันทน์บนเมรุเพื่อเป็นการส่งผู้เสียชีวิตเป็นครั้งสุดท้าย

6. โดยเมื่อแขกเสร็จการวางดอกไม้จันทน์แล้ว

จะให้ครอบครัวมาช่วยกันยกร่างผู้เสียชีวิตเตรียมเข้าเมรุ สัปเหร่อจะมาทำการแก้มัดตราสังและทำการล้างหน้าร่างผู้เสียชีวิต ก่อนนำศพเข้าเตาและทำการประชุมเพลิง โดยการเผามักจะใช้เวลาประมาณ1-2 ชั่วโมง และมักนิยมทำการเก็บอัฐิในเช้าวันรุ่งขึ้น

 

การเก็บอัฐิ ทำบุญกระดูกอีกครั้งในช่วงเช้า

ช่วงเช้าของวันรุ่งขึ้นหลังจากเสร็จ พิธีฌาปนกิจ แล้วจะมีการเก็บอัฐิหรือเถ้ากระดูกของผู้เสียชีวิต โดยจะนิมนต์พระนำอัฐิออกมาจากเมรุ มีการประกอบพิธีปั้นหุ่นเป็นการนำเถ้ากระดูกมาปั้นให้มีรูปร่างคล้ายกับหุ่นของคนและจะมีการสวดที่เรียกว่าการบังสุกุลเป็น-บังสุกุลตายให้กับผู้ที่เสียชีวิต เมื่อเสร็จแล้วจะนำเก็บเข้าโกศและขึ้นอยู่กับญาติผู้เสียชีวิตต้องการทำอย่างไรกับอัฐิ

โดยที่นิยมทำกันคือการนำไปลอยอังคาร แต่ในบางครอบครัวอาจจะนำมาเก็บไว้ที่บ้าน หรืออาจจะลอยอังคารบางส่วน เก็บไว้ที่บ้านบางส่วนก็ได้ หรือในบางครอบครัวอาจจะเก็บไว้ที่วัดก็ได้ ในแต่ละวัดก็จะจัดเตรียมสถานที่ไว้ให้ต่างกันไป

จากขั้นตอนต่าง ๆ ของ พิธีฌาปนกิจ นั้นไม่ว่าจะเป็นการทำบุญ การบริจาค หรือแม้กระทั่งการสวดให้แก่ผู้ที่เสียชีวิต ล้วนแต่เป็นกุศโลบายในการสอนธรรมะให้กับคนที่ยังมีชีวิตอยู่ อย่างบทสวดต่าง ๆ ก็มักจะเป็นบทสวดที่พูดถึงให้เข้าใจว่าความตายเป็นเรื่องธรรมชาติ คนเราล้วน เกิด แก่ เจ็บ ตาย กันทั้งนั้น

เมื่อเข้าใจคนที่ยังมีชีวิตอยู่ก็จะปล่อยวางได้มากขึ้น ยิ่งการทำบุญ การบริจาคก็เป็นการสอนให้เรารู้จักเสียสละ เมตตา รู้จักให้ เป็นการสอนให้ลดละกิเลส ของคนเป็น ไม่ใช่การทำบุญเพื่อหวังสิ่งต่าง ๆ อย่างที่คนทั่วไปเข้าใจ ดังนั้นงานศพหรืองานฌาปนกิจที่เกิดขึ้น ที่เราได้ไปร่วมงานอาจจะเป็นการสอนทั้งเจ้าภาพ ทั้งแขกผู้มาร่วมงาน ให้ใช้ชีวิตต่อไปอย่างรู้คุณค่าก็เป็นได้

กดโหวตคะแนนถ้ามีบทความนี้ประโยชน์กับคุณ
[Total: 4 Average: 4]