fbpx

7 บทสวดงานศพ สอนใจคน กับความหมายและคำแปลที่ผู้ฟังควรได้รู้

บทสวดงานศพ

เมื่อมีผู้ที่เสียชีวิตแล้วในทางธรรมเนียมปฏิบัติของสังคมไทย นั้นจะมีการนำศพมาประกอบพิธีกรรมทางศาสนาตามแต่ละความเชื่อของแต่ละศาสนา อย่างการสวดอภิธรรมศพในศาสนาพุทธที่มีการนำศพมาตั้งบำเพ็ญกุศลเป็นเวลา 5 วัน 7 วัน เพื่อให้แขกมาร่วมงานเพื่อร่วมไว้อาลัยต่อผู้ที่เสียชีวิต โดยภายในงานทุก ๆ วันก็จะมีการนิมนต์พระสงฆ์เพื่อมาสวดอภิธรรม แต่มีความเข้าใจผิดในการสวดว่าเป็นการสวดให้กับคนตายแต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่ บทสวดงานศพ เหล่านั้นล้วนเป็นคำสอนให้กับคนเป็นที่ยังมีชีวิตอยู่ เป็นคำสอนที่ให้เข้าใจธรรมชาติ ให้รู้จักปล่อยวาง แล้วเมื่อเข้าใจแล้วก็จะทำให้คลายความเศร้าเสียใจได้

บทสวดงานศพ คืออะไร

แต่การสวดอภิธรรมที่สืบเนื่องกันมาในปัจจุบันนั้นเป็นการเพียงสวดเพื่อให้เป็นพิธีกรรมเท่านั้น เป็นเพียงเปลือกเพราะผู้ฟังนั้นไม่เข้าใจเนื้อหาของคำบาลีในบทสวดเหล่านั้นเลย ในความเป็นจริงแล้วหากคนเข้าใจใน ความหมายของบทสวดงานศพ แล้ว งานศพ ก็เปรียบเสมือนกับการสอนคนที่ยังมีชีวิตอยู่ให้เข้าใจในธรรมชาติของชีวิตมากขึ้นนั้นเอง

การสวดอภิธรรม บทสวดงานศพ นั้นเป็นการสอนเพื่อให้คนเป็นนั้นตระหนักและเข้าใจในความตายที่ไม่ว่าวันใดก็วันนึงทุกคนก็จะต้องเผชิญเพราะเป็นเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องของธรรมชาติที่ทุกคนต้องเจอ

ในงานศพบางครั้งกลายเป็นงานรื่นเริงกันไป ก็มีให้พบเห็นมีการเล่นการพนัน การดื่มสุรา เปรียบเสมือนกับงานฉลองกันไป เพราะทั้งแขกผู้มาร่วมงานและทางเจ้าภาพนั้นไม่เข้าใจจุดประสงค์ของการจัดงาน เข้าใจว่าเป็นการทำบุญให้กับผู้ที่เสียชีวิต เป็นการทำให้คนตาย แต่ในความเป็นจริงแล้ว พระท่านว่า งานศพ นั้นเปรียบเสมือนกับงานให้คนเป็นมาร่วมแสดงความไว้อาลัย มาร่วมแสดงความเสียใจ รวมไปถึงตระหนักถึงความตาย เพื่อที่จะเข้าใจชีวิตให้มากขึ้น เพราะคนที่เสียชีวิตไปแล้วนั้นก็ได้จากไปแล้ว ไม่สามารถรับรู้อะไรอีก บทสวดในงานศพ นั้นย่อมเป็นประโยชน์ต่อคนเป็นไม่ใช่คนตาย

ในบางครั้งการนิมนต์พระสงฆ์มาสวด นั้นพระท่านอาจจะทำการสวดเพียงสั้นๆ เพื่อให้พิธีนั้นจบลงโดยไว เพราะไม่มีคนฟัง แต่ในบางครั้งสิ่งที่สำคัญมากกว่า คือ การเทศน์ต่อซึ่งทางแขกและเจ้าภาพสามารถมีส่วนร่วมในการฟังเพราะเป็นคำสอนที่เข้าใจได้ เป็นภาษาไทย ไม่ใช่ภาษาบาลีอย่างในบทสวดซึ่งในจุดนี้ก็สามารถนำข้อคิดเหล่านี้เก็บไปคิด เก็บไปไตร่ตรอง เพื่อให้ได้ประโยชน์ได้

บทสวดงานศพ มีบทสวดอะไรบ้าง สอนอะไรเราบ้าง

หลายคนที่อ่านมาถึงตรงนี้แล้วอาจจะอยากรู้ความหมาย เพราะไม่เข้าใจบทสวดอภิธรรมอาจจะสงสัยในความหมายว่าต้องการสื่อสารในเรื่องอะไร คำสวดเหล่านั้นล้วนเป็นภาษาบาลี ทำให้ไม่เข้าใจ ในบทความนี้จึงนำความหมายของบทสวดอภิธรรม ที่แปลไว้แล้วมารวบรวมไว้ให้ทั้ง 7 บท

บทที่ 1 พระสังคิณี

กุสะลา ธัมมา,
-พระธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศล, ให้ผลเป็นความสุข

อะกุสะลา ธัมมา,
-ธรรมทั้งหลายที่เป็นอกุศล, ให้ผลเป็นความทุกข์,

อัพ๎ยากะตา ธัมมา,
-ธรรมทั้งหลายที่เป็นอัพยากฤต, เป็นจิตกลาง ๆ อยู่,

กะตะเม ธัมมา กุสะลา,
-ธรรมเหล่าใดเป็นกุศล

ยัส๎ะมิง สะมะเย,
-ในสมัยใด,

กามาวะจะรัง กุสะลัง จิตตัง อุปปันนัง โหติ
โสมะนัสสะสะหะคะตัง ญาณะสัมปะยุตตัง,
-กามาวจรกุศลจิตที่ร่วมด้วยโสมนัส, คือความยินดี,
ประกอบด้วยญาน คือ ปัญญาเกิดขึ้น ปรารภอารมณ์ใด ๆ,

รูปารัมมะนัง วา,
-จะเป็นรูปารมณ์, คือยินดีในรูปเป็นอารมณ์ก็ดี,

สัททารัมมะนัง วา,
-จะเป็นสัททารมณ์, คือยินดีในเสียงเป็นอารมณ์ก็ดี,

คันธารัมมะนัง วา,
-จะเป็นคันธารมณ์, คือยินดีในกลิ่นเป็นอารมณ์ก็ดี,

ระสารัมมะนัง วา,
-จะเป็นรสารมณ์, คือยินดีในรสเป็นอารมณ์ก็ดี,

โผฏฐัพพารัมมะนัง วา, จะเป็นโผฏฐัพพารมณ์,
-คือยินดีในสิ่งที่กระทบถูกต้องกายเป็นอารมณ์ก็ดี,

ธัมมารัมมะนัง วา ยัง ยัง วา ปะนารัพภะ,
-จะเป็นธรรมารมณ์, คือยินดีในธรรมเป็นอารมณ์ก็ดี,

ตัส๎ะมิง สะมะเย ผัสโส โหติ, อะวิกเขโป โหติ,
เย วา ปะนะ ตัส๎ะมิง สะมะเย, อัญเญปิ อัตถิ
ปะฏิจจะสะมุปปันนา อะรูปิโน ธัมมา,
-ในสมัยนั้นผัสสะและความไม่ฟุ้งซ่านย่อมมี, อีกอย่างหนึ่ง
ในสมัยนั้น ธรรมเหล่าใด, แม้อื่นมีอยู่เป็นธรรมที่ไม่มีรูป, อาศัยกันและกันเกิดขึ้น,

อิเม ธัมมา กุสะลา,
-ธรรมเหล่านี้เป็นกุศล, ให้ผลเป็นความสุข

บทที่ 2 . พระวิภังค์

ปัญจักขันธา,
-ขันธ์ห้าคือส่วนประกอบหน้าอย่างที่รวมเข้าเป็นชีวิต ได้แก่,

รูปักขันโธ,
-รูปขันธ์คือส่วนที่เป็นรูปภายนอกและภายในคือร่างกายนี้, ประกอบด้วยธาตุ ๔,

เวทะนากขันโธ,
-เวทนาขันธ์คือความรู้สึกเสวยอารมณ์ ที่เป็นสุข เป็นทุกข์ หรือเฉย ๆ,

สัญญากขันโธ,
-สัญญาขันธ์คือความจำได้หมายรู้ในอารมณ์ ๖,

สังขารักขันโธ,
-สังขารขันธ์คือความคิดที่ปรุงแต่งจิตให้ดีหรือชั่วหรือเป็นกลาง ๆ,

วิญญาณักขันโธ,
-วิญญาณขันธ์คือความรู้แจ้งในอารมณ์ ทางอายตนะทั้ง ๖,

ตัตถะ กะตะโม รูปักขันโธ,
-บรรดาขันธ์ทั้งหมดรูปขันธ์เป็นอย่างไร,

ยังกิญจิ รูปัง,
-รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง,

อะตีตานาคะตะปัจจุปปันนัง,
-ที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน,

อัชฌัตตัง วา,
-ภายในก็ตาม,

พะหิทธา วา,
-ภายนอกก็ตาม,

โอฬาริกัง วา สุขุมัง วา,
-หยาบก็ตาม ละเอียดก็ตาม

หีนัง วา ปะณีตัง วา,
-เลวก็ตาม ประณีตก็ตาม

ยัง ทูเร วา สันติเก วา,
-อยู่ไกลก็ตาม อยู่ใกล้ก็ตาม,

ตะเทกัชฌัง อะภิสัญญูหิต๎วา อะภิสังขิปิต๎วา,
-ย่นกล่าวร่วมกัน,

อะยัง วุจจะติ รูปักขันโธ,
-เรียกว่ารูปขันธ์

บทที่ 3 พระธาตุกถา

สังคะโห อะสังคะโห,
-การสงเคราะห์ การไม่สงเคราะห์ คือ,

สังคะหิเตนะ อะสังคะหิตัง,
-สิ่งที่ไม่สงเคราะห์เข้ากับสิ่งที่สงเคราะห์แล้ว,

อะสังคะหิเตนะ สังคะหิตัง,
-สิ่งที่สงเคราะห์เข้ากับสิ่งที่สงเคราะห์ไม่ได้,

สังคะหิเตนะ สังคะหิตัง,
-สิ่งที่สงเคราะห์เข้ากับสิ่งที่สงเคราะห์ได้,

อะสังคะหิเตนะ อะสังคะหิตัง,
-สิ่งที่ไม่สงเคราะห์เข้ากับสิ่งที่สงเคราะห์ไม่ได้,

สัมปะโยโค วิปปะโยโค,
-การอยู่ด้วยกัน การพลัดพรากกัน คือ,

สัมปะยุตเตนะ วิปปะยุตตัง,
-การพลัดพรากจากสิ่งที่อยู่ด้วยกัน

วิปปะยุตเตนะ สัมปะยุตตัง,
-การอยู่ร่วมกับสิ่งที่พลัดพรากไป

อะสังคะหิตัง,
-จัดเป็นสิ่งที่สงเคราะห์ไม่ได้

บทที่ 4 พระปุคคลปัญญัตติ

ฉะปัญญัตติโย,
-บัญญัติ ๖ ประการ, อันบัณฑิตผู้รู้พึงบัญญัติขึ้น คือ,

ขันธะปัญญัตติ,
-การบัญญัติธรรมที่เป็นหมวดหมู่กันเรียกว่าขันธ์ มี ๕,

อายะตะนะปัญญัตติ,
-การบัญญัติธรรมอันเป็นบ่อเกิด (แห่งทุกข์และไม่ทุกข์), เรียกว่าอายตนะ มี ๑๒,

ธาตุปัญญัตติ,
-การบัญญัติธรรมที่ทรงตัวอยู่เรียกว่าธาตุ มี ๑๘,

สัจจะปัญญัตติ,
-การบัญญัติธรรมที่เป็นของจริงเรียกว่าสัจจะ มี ๔, คือ อริยสัจจ์ ๔,

อินท๎ริยะปัญญัตติ,
-การบัญญัติธรรมที่เป็นใหญ่เรียกว่าอินทรีย์ มี ๒๒,

ปุคคะละปัญญัตติ,
-การบัญญัติจำพวกบุคคลของบุคคลทั้งหลาย,

กิตตาวะตา ปุคคะลานัง ปุคคะละปัญญัตติ,
-บุคคลบัญญัติของบุคคลมีเท่าไร,

สะมะยะวิมุตโต อะสะมะยะวิมุตโต,
-ผู้พ้นในกาลบางคราว, ผู้พ้นอย่างเด็ดขาด,

กุปปะธัมโม อะกุปปะธัมโม,
-ผู้มีธรรมที่กำเริบได้, ผู้มีธรรมที่กำเริบไม่ได้,

ปะริหานะธัมโม อะปะริหานะธัมโม,
-ผู้มีธรรมที่เสื่อมได้, ผู้มีธรรมที่เสื่อมไม่ได้,

เจตะนาภัพโพ อะนุรักขะนาภัพโพ,
-ผู้มีธรรมที่ควรแก่เจตนา, ผู้มีธรรมที่ควรแก่การรักษา,

ปุถุชชะโน โคต๎ระภู,
-ผู้เป็นปุถุชน, ผู้คร่อมโคตร,

ภะยูปะระโต อะภะยูปะระโต,
-ผู้เว้นชั่วเพราะกลัว, ผู้เว้นชั่วไม่ใช่เพราะกลัว,

ภัพพาคะมะโน อะภัพพาคะมะโน,
-ผู้ควรแก่มรรคผลนิพพาน, ผู้ไม่ควรแก่มรรคผลนิพพาน,

นิยะโต อะนิยะโต,
-ผู้เที่ยง, ผู้ไม่เที่ยง,

ปะฏิปันนะโก ผะเลฏฐิโต,
-ผู้ปฏิบัติอริยมรรค, ผู้ตั้งอยู่ในอริยผล,

อะระหา อะระหัตตายะ ปะฏิปันโน,
-ผู้เป็นพระอรหันต์, ผู้ปฏิบัติเพื่อเป็นพระอรหันต์

บทที่ 5 พระกถาวัตถุ

ปุคคะโล อุปะลัพภะติ สัจฉิกัตถะปะระมัตเถนาติ,
-ค้นหาบุคคลไม่ได้โดยปรมัตถ์, คือความหมายอันแท้จริงหรือ ?,

อามันตา,
-ถูกแล้ว,

โย สัจฉิกัตโถ ปะระมัตโถ, ตะโต โส ปุคคะโล
อุปะลัพภะติ, สัจฉิกัตถะปะระมัตเถนาติ,
-ปรมัตถ์ คือความหมายอันแท้จริงอันใดมีอยู่,
ค้นหาบุคคลนั้นไม่ได้โดยปรมัตถ์, คือความหมายอันแท้จริงอันนั้นหรือ ?

นะ เหวัง วัตตัพเพ,
-ท่านไม่ควรกล่าวอย่างนั้น,

อาชานาหิ นิคคะหัง หัญจิ ปุคคะโล อุปะลัพภะติ,
สัจฉิกัตถะปะระมัตเถนะ เตนะ วะตะ เร วัตตัพเพ,
-ท่านจงรู้นิคหะ (การข่ม ปราม) เถิด, ถ้าท่านค้นหาบุคคลไม่ได้โดยปรมัตถ์,
คือโดยความหมายอันแท้จริงแล้ว, ท่านก็ควรกล่าวด้วยเหตุนั้นว่าปรมัตถ์,
คือความหมายอันแท้จริงอันใดมีอยู่,

โย สัจฉิกัตโถ ปะระมัตโถ ตะโต โส ปุคคะโล
อุปะลัพภะติ สัจฉิกัตถะปะระมัตเถนาติ มิจฉา,
-เราค้นหาบุคคลนั้นไม่ได้โดยปรมัตถ์, คือโดยความหมายอันแท้จริงนั้น,
คำตอบของท่านที่ว่าปรมัตถ์ คือความหมายอันแท้จริงอันใดมีอยู่,
เราค้นหาบุคคลนั้นไม่ได้โดยปรมัตถ์, คือโดยความหมายอันแท้จริงอันนั้นจึงผิด,

บทที่ 6 พระยมก

เย เกจิ กุสะลา ธัมมา,
-ธรรมบางเหล่าเป็นกุศล,

สัพเพ เต กุสะละมูลา,
-ธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีกุศลเป็นมูล,

เย วา ปะนะ กุสะละมูลา,
-อีกอย่างหนึ่งธรรมเหล่าใด มีกุศลเป็นมูล,

สัพเพ เต ธัมมา กุสะลา,
-ธรรมเหล่านั้นทั้งหมดก็เป็นกุศล,

เย เกจิ กุสะลา ธัมมา,
-ธรรมบางเหล่าเป็นกุศล,

สัพเพ เต กะสุละมูเลนะ เอกะมูลา,
-ธรรมเหล่านั้น ทั้งหมดมีมูลอันเดียวกับธรรมที่มีกุศลเป็นมูล,

เย วา ปะนะ กุสะละมูเลนะ เอกะมูลา,
-อีกอย่างหนึ่งธรรมเหล่าใดมีมูลอันเดียวกับธรรมที่มีกุศล เป็นมูล,

สัพเพ เต ธัมมากุสะลา,
-ธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นกุศล

บทที่ 7 พระมหาปัฏฐาน

เหตุปัจจะโย,
-ธรรมที่มีเหตุเป็นปัจจัย,

อารัมมะณะปัจจะโย,
-ธรรมที่มีอารมณ์เป็นปัจจัย,

อะธิปะติปัจจะโย,
-ธรรมที่มีอธิบดีเป็นปัจจัย,

อะนันตะระปัจจะโย,
-ธรรมที่มีปัจจัยไม่มีอะไรคั่นในระหว่าง,

สะมะนันตะระปัจจะโย,
-ธรรมที่มีปัจจัยมีที่สุดเสมอกัน,

สะหะชาตะปัจจะโย,
-ธรรมที่เกิดพร้อมกับปัจจัย,

อัญญะมัญญะปัจจะโย,
-ธรรมที่เป็นปัจจัยของกันและกัน,

นิสสะยะปัจจะโย,
-ธรรมที่มีนิสัยเป็นปัจจัย,

อุปะนิสสะยะปัจจะโย,
-ธรรมที่มีอุปนิสัยเป็นปัจจัย,

ปุเรชาตะปัจจะโย,
-ธรรมที่มีการเกิดก่อนเป็นปัจจัย,

ปัจฉาชาตะปัจจะโย,
-ธรรมที่มีการเกิดภายหลังเป็นปัจจัย,

อาเสวะนะปัจจะโย,
-ธรรมที่มีการเสพเป็นปัจจัย,

กัมมะปัจจะโย,
-ธรรมที่มีกรรมเป็นปัจจัย,

วิปากะปัจจะโย,
-ธรรมที่มีวิบากเป็นปัจจัย,

อาหาระปัจจะโย,
-ธรรมที่มีอาหารเป็นปัจจัย,

อินท๎ริยะปัจจะโย,
-ธรรมที่มีอินทรีย์เป็นปัจจัย,

ฌานะปัจจะโย,
-ธรรมที่มีฌานเป็นปัจจัย,

มัคคะปัจจะโย,
-ธรรมที่มีมรรคเป็นปัจจัย,

สัมปะยุตตะปัจจะโย,
-ธรรมที่มีการประกอบเป็นปัจจัย,

วิปปะยุตตะปัจจะโย,
-ธรรมที่ไม่มีการประกอบเป็นปัจจัย,

อัตถิปัจจะโย,
-ธรรมที่มีปัจจัย,

นัตถิปัจจะโย,
-ธรรมที่ไม่มีปัจจัย,

วิคะตะปัจจะโย,
-ธรรมที่มีการอยู่ปราศจากเป็นปัจจัย,

อะวิคะตะปัจจะโย,
-ธรรมที่มีการอยู่ไม่ปราศจากเป็นปัจจัย

กดโหวตคะแนนถ้ามีบทความนี้ประโยชน์กับคุณ
[Total: 3 Average: 5]